กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

i-NewsPaper

เศรษฐกิจ

วันจันทร์ 23 เมษายน 2561

เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

  • ข่าวหน้าแรก
  • Photo Gallery
  • การเมือง
  • เศรษฐกิจ
  • ธุรกิจ
  • หุ้น-ลงทุน
  • ทัศนะวิจารณ์
  • ต่างประเทศ
  • จุดประกาย
  • เสาร์สวัสดี
  • @Taste
  • กรุงเทพวันอาทิตย์
  • วรรณกรรม
  • Bizweek
  • กายใจ

Bangkokbiznews

icon keyสมัครสมาชิกสำหรับการเข้าถึงเต็มรูปแบบ, สมัครวันนี้!สมัครสมาชิก

ห่วง‘พีเอสซี’ฉุดลงทุน ตัวถ่วงขั้นตอนล่าช้า

นโยบายเศรษฐกิจ

นักวิชาการชี้ข้อดีเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต รัฐเป็นเจ้าของแหล่งก๊าซมีส่วนร่วมบริหาร ชี้ผลประโยชน์ประเทศไม่ต่างจากระบบสัมปทาน แต่ข้อเสียอาจความล่าช้าในขั้นตอนตัดสินใจลงทุน

 “พรายพล”แนะรัฐใช้โมเดลเจดีเอตั้งองค์กรประสานการผลิตตามระบบพีเอสซี    การประมูลผลิตและสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย 2 แหล่งคือบงกชและเอราวัณ เป็นครั้งแรกที่มีการนำระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) มาใช้ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ใช้ระบบสัมปทานในการประมูลมา 20 รอบ จนล่าสุดใช้การประมูลสัมปทานภายใต้เงื่อนไข “ไทยแลนด์ทรี”    นายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาการวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ระบบพีเอสซีจะทำให้การดำเนินงานในแหล่งผลิตต่างไปจากอดีต 30 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ใช้สัญญาสัมปทาน “ไทยแลนด์ทรี” ซึ่งต่างกันในเรื่องความเป็นเจ้าของอุปกรณ์การผลิต โดยระบบสัมปทานความเป็นเจ้าของอยู่กับผู้ได้สิทธิ์สำรวจตลอดอายุสัมปทาน  แต่การขายก๊าซธรรมชาติยังเป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐคือบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นผู้รับซื้อก๊าซในราคาที่รัฐกำหนด และรายได้จากการขายก๊าซจะส่งให้รัฐในรูปแบบภาษี 50% และค่าภาคหลวง ซึ่งข้อดีคือจูงใจให้เกิดการลงทุน แต่ข้อเสียคืออำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ผู้ได้รับสิทธิสำรวจ    ทั้งนี้ระบบพีเอสซีส่วนใหญ่ใช้ในประเทศที่ผลิตและส่งออกปิโตรเลียมรายใหญ่เช่นซาอุดีอาระเบีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งรัฐอยากควบคุมราคาหรือประเทศที่ปกครองในระบบสังคมนิยม ส่วนระบบสัมปทานส่วนใหญ่ใช้ในประเทศนำเข้าพลังงานที่รัฐไม่ต้องร่วมรับผิดชอบในการลงทุนเช่นประเทศในยุโรป-ออสเตรเลีย เพราะรัฐจะซื้อปิโตรเลียมในราคาถูก โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุน

เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่ออ่านแบบเต็มรูปแบบ
advertisements-p1
advertisements-p2